ก่อนที่ตู้เย็นจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทุกบ้าน ก่อนที่จะมีฝาครอบอาหารพลาสติกสีสันสดใสวางขายอยู่ทั่วไป บนสำรับอาหารของคนไทยมักมีสิ่งหนึ่งวางครอบอยู่เสมอ
.
หลังมื้ออาหารของครอบครัว เสียงคุณยายยก “ฝาชี” มาครอบกับข้าวที่เหลือไว้บนโต๊ะ เป็นภาพที่หลายคนคุ้นตาตั้งแต่วัยเด็ก ของใช้เรียบง่ายที่ดูธรรมดาชิ้นนี้ ไม่เพียงช่วยป้องกันแมลงวันและแมลงหวี่ไม่ให้มาตอมอาหาร แต่ยังซ่อนเรื่องราวของภูมิปัญญา วิถีชีวิต และวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน
.
ยิ่งไปกว่านั้น คำว่า “ฝาชี” ที่เราเรียกกันจนชิน ยังมีประวัติความเป็นมายาวไกล เชื่อมโยงตั้งแต่ภาษาเขมรไปจนถึงภาษาสันสกฤต และสะท้อนให้เห็นการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของผู้คนในภูมิภาคนี้มาตั้งแต่อดีต
.
โดยคำว่า “ชี” เป็นคำที่ไทยยืมมาจากภาษาเขมร ซึ่งเรียกว่า “สาชี” หรือ “สาจี” และมีรากศัพท์มาจากภาษาสันสกฤตที่หมายถึง “ที่ครอบ” หรือ “ฝาครอบ” เมื่อเข้ามาในภาษาไทยจึงนำมารวมกับคำว่า “ฝา” กลายเป็นคำที่เราเรียกติดปากกันในปัจจุบันว่า “ฝาชี”
.
แม้จะมีหน้าที่หลักเพียงใช้ครอบอาหารคาวหวานหรือภาชนะใส่อาหาร แต่การทำฝาชีกลับสะท้อนภูมิปัญญาของคนไทยในแต่ละท้องถิ่นได้อย่างชัดเจน เพราะวัสดุที่นำมาสานนั้นแตกต่างกันไปตามทรัพยากรที่หาได้ในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นไม้ไผ่ หวาย ใบตาล ใบลาน ใบมะพร้าว หรือแม้แต่ผักตบชวา
.
โดยทั่วไปฝาชีมักสานอย่างละเอียดและมีตาถี่ เพื่อป้องกันแมลงไม่ให้เข้าไปสัมผัสอาหาร แต่ในบางพื้นที่ ฝาชีก็ได้รับการพัฒนาให้กลายเป็นงานศิลปหัตถกรรมที่งดงาม โดยเฉพาะฝาชีทางภาคเหนือที่สานเป็นทรงกรวยสูงยอดแหลม ตกแต่งด้วยงานแกะสลัก ลงรัก และเขียนลวดลายด้วยชาดอย่างประณีต จนเคยถูกใช้ร่วมกับขันโตกของชนชั้นสูงและพระสงฆ์ในอดีต
.
แม้ปัจจุบันจะมีฝาชีพลาสติกหรืออลูมิเนียมที่หาซื้อได้ง่ายและมีความทนทานมากขึ้น แต่หลายชุมชนยังคงรักษาการทำฝาชีจากวัสดุธรรมชาติเอาไว้ พร้อมพัฒนารูปแบบ ลวดลาย และเทคนิคการสานให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จนกลายเป็นทั้งของใช้ในชีวิตประจำวันและของฝากที่สะท้อนเสน่ห์ของภูมิปัญญาท้องถิ่นได้อย่างงดงาม

