ชื่อของ “พุทธทาสภิกขุ” นับว่าเป็นอีกหนึ่งชื่อของพระภิกษุที่ชาวไทยหลาย ๆ คนคุ้นหู และอาจจะนับถือเป็นการส่วนตัว ซึ่งท่านพุทธทาสภิกขุก็นับว่าเป็นบุคคลสำคัญทางพระพุทธศาสนาในไทยอีกท่านหนึ่งที่ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญโดยยูเนสโกเลยทีเดียว
หากพูดถึงสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับท่านพุทธทาสภิกขุแล้วล่ะก็ ชื่อของ “สวนโมกขพลาราม” หรือวัดธารน้ำไหล ที่เป็นสถานปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานแห่งนี้น่าจะเป็นอีกหนึ่งชื่อที่หลาย ๆ คนรู้จักกันดี
จุดเริ่มต้นของสวนโมกขพลาราม เกิดขึ้นในปี 2475 ในขณะที่ท่านพุทธทาสภิกขุ หรือพระมหาเงื่อม อินทปญฺโญ มีอายุได้ 26 ปี โดยท่านพุทธทาสพร้อมคณะผู้ศรัทธาได้เดินทางเสาะหาสถานที่สำหรับปลีกวิเวกปฏิบัติธรรมจนมาพบกับ “วัดตระพังจิก” ซึ่งเป็นวัดร้าง ท่านพุทธทาสจึงตัดสินใจที่จะปักหลักใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม ซึ่งในบริเวณนี้มีทั้งต้นโมกและต้นพลาขึ้นอยู่ทั่ว จึงได้นำเอาชื่อไม้นี้มาตั้งเป็นชื่อ “สวนโมกขพลาราม”
ปัจจุบันสวนโมกขพลาราม หรือวัดธารน้ำไหล ตั้งอยู่บนเขาพุทธทอง ที่นี่ไม่ใช่วัดแบบที่คุ้นตากัน แต่เปรียบได้กับพิพิธภัณฑ์มีชีวิตทางจิตวิญญาณ จุดศูนย์กลางของวัดคือ “โรงมหรสพทางวิญญาณ” อาคารสองชั้นที่ผนังด้านนอกเต็มไปด้วยภาพแกะสลักพุทธประวัติ ส่วนภายในประดับด้วยภาพปริศนาธรรม บทกวี และงานศิลป์จากพุทธศาสนาหลายนิกาย รวมถึงภาพจำลองหินสลักจากอินเดียที่ท่านพุทธทาสเก็บไว้เป็นสื่อการสอน
ไม่ไกลจากโรงมหรสพฯ คืออาคารลักษณะคล้ายเรือสำเภาขนาดใหญ่สองลำ ซึ่งท่านอุปมาไว้ว่าเปรียบดัง “นาวาธรรมนำสรรพสัตว์ข้ามห้วงแห่งทุกข์” และยังมีสระนาฬิเกร์ที่มีเกาะเล็กๆ อยู่กลางน้ำ เป็นสัญลักษณ์สอนธรรมะว่า “นิพพานอยู่ท่ามกลางวัฏสงสาร”
หัวใจของสวนโมกข์ไม่ได้อยู่ที่สิ่งก่อสร้าง แต่อยู่ที่ปรัชญา “เป็นอยู่อย่างต่ำ มุ่งกระทำอย่างสูง” ที่ท่านพุทธทาสดำเนินชีวิตตามอยู่ตลอด คำสอนของท่านถูกซ่อนไว้ในทุกมุมของวัดดั่ง “ลายแทงทางธรรม” บทกลอนปริศนาธรรมที่ติดตามผนัง เสา และซอกมุมต่างๆ และพุทธศิลป์ที่ตั้งแต่กำแพงโมเสกศิลปะอียิปต์ไปจนถึงปูนปั้นรอบโบสถ์บนเขา ล้วนออกแบบมาเพื่อให้ผู้มาเยี่ยมได้หยุดคิด ตั้งคำถาม และค้นพบสัจธรรมด้วยตนเอง
สวนโมกขพลารามเปิดรับนักปฏิบัติธรรมทั้งชาวไทยและต่างชาติตลอดปี โดยจัดหลักสูตรสมาธิสำหรับชาวต่างประเทศทุกวันที่ 1 – 10 ของเดือน และสำหรับชาวไทยทุกวันที่ 20 – 27 ของเดือน ตั้งแต่เวลา 08.30 – 17.00 น.





