แสงไฟระยิบระยับบนต้นคริสต์มาสอาจดูเป็นเรื่องธรรมดาในทุกวันนี้ แต่รู้ไหมว่า…ก่อนจะเป็นไฟ LED วิบวับแบบที่เราเห็นกัน มันเริ่มต้นจากเทียนจริง ๆ
และเรื่องราวสุดโรแมนติกเมื่อหลายร้อยปีก่อน
.
จุดเริ่มต้นจากแสงดาวในฤดูหนาว
แม้จะไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจน แต่มีเรื่องเล่าที่ถูกพูดถึงอย่างแพร่หลายว่า การแขวนไฟบนต้นคริสต์มาสเกิดขึ้นครั้งแรกในช่วงศตวรรษที่ 16 โดย มาร์ติน ลูเธอร์ นักบวชชาวเยอรมัน ผู้นำการปฏิรูปศาสนาคริสต์ ว่ากันว่า คืนหนึ่งในฤดูหนาว
ขณะเขาเดินกลับบ้าน แสงดาวที่ส่องผ่านกิ่งไม้ทำให้เขาประทับใจอย่างมาก เขาจึงนำ “ภาพแห่งความงดงามนั้น” กลับมาสู่บ้าน ด้วยการนำเทียนไปแขวนไว้บนกิ่งต้นคริสต์มาส
เพื่อให้ครอบครัวได้เห็นแสงดาวบนต้นไม้ในห้องนั่งเล่นของตัวเอง
แต่แน่นอนว่า…โรแมนติกแค่ไหน ก็ยังเสี่ยงไฟไหม้อยู่ดี ![]()
![]()
.
จากเทียน สู่หลอดไฟฟ้า
ไฟคริสต์มาสแบบที่เราคุ้นเคย เริ่มต้นขึ้นในช่วงปี 1880 ภายในห้องทดลองของ โธมัส เอดิสัน บิดาแห่งหลอดไฟ ที่ทดลองต่อหลอดไฟเป็นสายยาวพาดไปมาภายในห้อง แต่คนแรกที่นำ “ไฟฟ้า”
มาพันรอบต้นคริสต์มาสจริง ๆ คือ เอ็ดเวิร์ด เอช. จอห์นสัน เพื่อนและหุ้นส่วนของเอดิสัน
.
ในปี 1882 ที่บ้านของเขาในนิวยอร์ก โดยใช้หลอดไฟเล็ก ๆ ถึง 80 ดวง สีแดง
ขาว
และน้ำเงิน
เพราะเขาเชื่อว่าหลอดไฟปลอดภัยกว่าเทียนแบบดั้งเดิม อย่างไรก็ตาม ไฟคริสต์มาสในยุคนั้นยังถือเป็นของหรู ใช้กันเฉพาะในบ้านคนมีฐานะ ก่อนจะค่อย ๆ เข้าสู่บ้านคนทั่วไปในอีกประมาณ 20 ปีต่อมา
.
พู่ประดับ ไม่ได้แค่สวย แต่เคยบอกฐานะ
พู่ฟูยาว ๆ ที่เราเห็นพันต้นคริสต์มาส เคยเป็น “สัญลักษณ์ความร่ำรวย” มาก่อน ในปี 1610 ชาวเยอรมันนิยมใช้ เส้นดิ้นเงินแท้ พันรอบต้นไม้ ไม่เพียงเพื่ออวดฐานะ แต่เพื่อสะท้อนแสงเทียนให้สวยงามยิ่งขึ้น
.
ต่อมา เมื่อเงินแพงเกินไปก็เริ่มมีการใช้ทองแดงหรือดีบุกแทน จนช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 วัสดุเหล่านี้ขาดแคลน จึงหันไปใช้อลูมิเนียม (ซึ่งไวไฟ)
และตะกั่ว
(ซึ่งเป็นพิษ) ก่อนที่ปัจจุบันจะเปลี่ยนมาใช้ PVC (Polyvinyl chloride) หรือวัสดุพลาสติกอื่น ๆ ที่เหนียว ทนทาน มีสีสันหลากหลาย และปลอดภัยมากขึ้น
ของประดับต้นคริสต์มาสยังมีอีกมากมายที่ไม่ได้สวยอย่างเดียว แต่เต็มไปด้วยความหมายที่ซ่อนอยู่ วันนี้ สุดโปรด ขอพาทุกคนไปร่วมค้นหาความหมายเหล่านั้นไปพร้อมกัน ![]()
![]()

