.
“กินบ่เซี่ยง” ฟังดูเหมือนคำธรรมดา แต่เมื่อมาอยู่บนพลอยเม็ดหนึ่ง กลับกลายเป็นชื่อที่เต็มไปด้วยความหมายมงคล เพราะคำนี้หมายถึง “กินไม่หมด” จึงถูกผูกเข้ากับความเชื่อเรื่องมีกินมีใช้ มีความอุดมสมบูรณ์ และร่ำรวยไม่รู้สิ้น
.
ทับทิมจากเมียนมาลักษณะนี้เป็นที่รู้จักในกลุ่มนักสะสมและผู้ค้าพลอยในไทย โดยเฉพาะทางภาคเหนือและในวัฒนธรรมเมียนมา จุดเด่นคือภายในพลอยหนึ่งเม็ดอาจปรากฏทั้ง สีแดงหรือชมพูคู่กับสีขาวหรือสีอ่อน กระจายอยู่ในเนื้อพลอย จนเกิดเป็นลวดลายและสีสันเฉพาะตัว
.
แต่ “กินบ่เซี่ยง” ไม่ได้เป็นชื่อชนิดของทับทิมตามหลักอัญมณีศาสตร์สากล หากเป็น ชื่อเรียกทางการค้าและวัฒนธรรมพื้นถิ่นที่ใช้อธิบายลักษณะของสีในพลอย ซึ่งในทางอัญมณีศาสตร์เรียกว่า Color Zoning หรือการแบ่งเขตสี
.
แล้วดาว 6 แฉกที่หลายคนพูดถึงคืออะไร ?
สิ่งนี้ต้องแยกออกจากคำว่า “กินบ่เซี่ยง” เพราะทับทิมกินบ่เซี่ยง ไม่ได้จำเป็นต้องมีดาวทุกเม็ด หากภายในทับทิมมีเส้นแร่ละเอียด หรือมลทินที่เรียงตัวในทิศทางเหมาะสม เมื่อเจียระไนเป็นทรง หลังเบี้ย (Cabochon) และกระทบกับแสง ก็อาจเกิดปรากฏการณ์ Asterism หรือ “ประกายดาว” บนผิวพลอย
.
โดยทั่วไป สตาร์รูบี้ มักปรากฏเป็นดาว 6 แฉก และการเจียระไนแบบหลังเบี้ย จะช่วยให้ปรากฏการณ์นี้มองเห็นได้ชัดเจนขึ้น ยิ่งดาวมีความคม ชัด และสมมาตร ก็ยิ่งเพิ่มเสน่ห์ให้กับพลอย
.
ด้วยเหตุนี้ “กินบ่เซี่ยง” ที่มีสีแดงหรือชมพูตัดกับสีขาว และมีดาว 6 แฉกปรากฏอย่างชัดเจน จึงเป็นลักษณะที่ได้รับความนิยมในหมู่ผู้ชื่นชอบอัญมณี นิยมนำไปทำเป็น หัวแหวนหรือจี้สร้อยคอ โดยมักใช้ตัวเรือนเงิน
.
เสน่ห์ของกินบ่เซี่ยงไม่ได้อยู่เพียงความแปลกของสี แต่ยังอยู่ที่ความหมายซึ่งเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของผู้คน
คำว่า “กินบ่เซี่ยง” หมายถึง “กินไม่หมด” จึงถูกตีความเป็นความหมายมงคลว่า ผู้ครอบครองจะ มีกินมีใช้ มีทรัพย์ และมีความอุดมสมบูรณ์ไม่รู้สิ้น จึงได้รับความนิยมในหมู่คนไทยภาคเหนือและชาวเมียนมา ขณะเดียวกัน ทับทิมยังมีความเชื่อร่วมสมัยว่าเป็นอัญมณีประจำผู้ที่เกิดเดือนกรกฎาคม และผู้ที่เกิดวันอาทิตย์
.
จากพลอยที่มีสีแตกต่างกันอยู่ในเม็ดเดียว กลับกลายเป็นความงามที่มีเอกลักษณ์ และจากคำพื้นถิ่นง่าย ๆ ว่า “กินไม่หมด” ก็ถูกส่งต่อเป็นความหมายถึงความมั่งคั่งและความอุดมสมบูรณ์
เรียบเรียงโดย เพจสุดโปรด by Bangkok Bank

