เจ้าจอมเอิบ : เจ้าจอมคนโปรด ผู้บันทึกประวัติศาสตร์ผ่านเลนส์กล้อง

การถือกำเนิดของกล้องถ่ายภาพ นับว่าเป็นอีกหนึ่งสิ่งมหัศจรรย์ที่สร้างความประหลาดใจให้กับผู้คนจำนวนไม่น้อย ในยุคที่ศิลปินวาดภาพเหมือนรุ่งเรือง กล้องถ่ายภาพก็เป็นเหมือนกับศัตรูตัวฉกาจไม่ต่างจาก AI ในปัจจุบัน

ในขณะที่ชาวตะวันตกมีความกังวลต่อกล้องถ่ายรูปในฐานะของภัยคุกคามต่อวิชาชีพของศิลปิน กลับกันในทางโลกตะวันออกที่มองการถ่ายรูปในแง่ลบตามความเชื่อว่าจะทำให้อายุสั้นบ้าง เป็นต้น ซึ่งคนไทยเราก็มองกล้องถ่ายภาพในฐานะของ “กล้องดูดวิญญาณ” มาก่อน ก่อนที่ความเชื่อดังกล่าวจะมลายหายไปเมื่อพระมหากษัตริย์รับเอาวัฒนธรรมการถ่ายภาพเหมือนเข้ามาในสมัยรัชกาลที่ 4

ซึ่งในช่วงเวลานี้เองก็เริ่มมีคนไทยที่มีฐานะและสามารถเข้าถึงกล้องถ่ายรูปได้ผันตัวมาเป็นช่างภาพอย่างเช่นหลวงอัคนีนฤมิตร (จิตร จิตราคนี) ผู้เป็นช่างภาพคนแรกของไทย แต่อย่างไรก็ดีสำหรับช่างภาพที่เราจะมาพูดถึงนี้ ไม่ใช่หลวงอัคนีนฤมิตร หากแต่เป็นช่างภาพมือสมัครเล่นผู้หนึ่ง ที่มีบทบาทในฐานะของ “เจ้าจอม” จากตระกูลดังอย่าง “เจ้าจอมเอิบ”

 เอิบ บุนนาค

เจ้าจอมเอิบ หรือชื่อแรกเกิดคือเอิบ บุนนาค เป็นบุตรีของพระเจ้าพระยาสุรพันธ์พิสุทธิ์ (เทศ บุนนาค) กับท่านผู้หญิงอู่ โดยเป็นบุตรคนที่ 11 จากทั้ง 14 คนที่เกิดกับท่านผู้หญิงอู่ โดยมีพี่น้องร่วมบิดาอีกกว่า 62 คนด้วยกัน ซึ่งเจ้าจอมเอิบก็มีพี่น้องร่วมบิดามารดาอีก 4 คนที่ได้เข้าถวายตัวรับราชการในฝ่ายในไม่ต่างกัน คือเจ้าจอมมารดาอ่อน เจ้าจอมเอี่ยม เจ้าจอมอาบ และเจ้าจอมเอื้อน รวมกับเจ้าจอมเอิบกลายเป็นกลุ่มเจ้าจอมก๊กออ ซึ่งเป็นกลุ่มเจ้าจอมที่มีอำนาจและเป็นที่โปรดปรานมากที่สุดในราชสำนักพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

เจ้าจอมเอิบเข้าถวายตัวรับราชการฝ่ายในเมื่อปี 2434 ขณะมีอายุได้เพียง 12 ปี ด้วยรูปโฉมอันงดงามที่ตรงตามตำราหญิงงาม ซึ่งเป็นมาตรฐานความงามของยุคสมัย ทั้งรูปร่างหน้าตาที่อ่อนหวานและมีน้ำมีนวลพอดี ซึ่งก็มีผู้บรรยายกันว่าท่อนแขนของเจ้าจอมเอิบนั้นกลมกลึงราวกับลำเทียนเลยทีเดียว

นอกจากจะงามที่รูปโฉมภายนอกแล้ว กริยาท่าทางของเจ้าจอมเอิบเองก็งดงามอ่อนช้อยไม่ต่างกัน เป็นสตรีที่สมบูรณ์แบบ และไม่แปลกใจนักที่จะได้ชื่อว่าเป็นเจ้าจอมที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดปรานเป็นที่สุด และมักจะได้รับเลือกให้ตามเสด็จในโอกาสสำคัญต่าง ๆ หลายต่อหลายครั้งด้วยกัน ทั้งการแปรพระราชฐาน การเสด็จประพาสต้นต่าง ๆ ซึ่งเจ้าจอมเอิบก็ได้เฝ้าถวายงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาทตราบจนสิ้นรัชกาล

 หญิงยุคใหม่ผู้ฉายภาพแห่งยุคสมัยในราชสำนัก

เจ้าจอมเอิบนับว่าเป็นอีกหนึ่งสตรีหัวทันสมัยของไทยในยุคที่เริ่มเปิดรับเอาตะวันตกเข้ามา กล้องถ่ายรูปนับว่าเป็นเสมือนกับอีกหนึ่งเครื่องเพลิดเพลินเจริญใจที่เข้ามายังราชสำนัก ผู้หญิงกับกล้องถ่ายรูปในทางตะวันตกนับว่าเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่สะท้อนถึงแนวคิดเฟมินิสต์หรือสตรีนิยมเป็นอย่างมาก มันกลายเป็นวิถีทางในการแสดงออกมากขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงมุมมองของสตรีที่มองสังคมและถ่ายภาพต่าง ๆ ออกมา

เจ้าจอมเอิบเป็นช่างภาพสมัครเล่นที่มีฝีมือ สามารถทั้งถ่ายภาพและล้างอัดรูปได้ด้วยตนเองอย่างชำนาญ ท่านได้ฉายพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมถึงพระฉายาลักษณ์ของเจ้านายหลายพระองค์ โดยเฉพาะภาพที่บันทึกพระอิริยาบถในชุดลำลองหรือขณะทรงตั้งกล้องถ่ายรูปเล่น ซึ่งนับเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่ายิ่ง โดยสถานะความเป็นช่างภาพของเจ้าจอมเอิบได้รับการยืนยันและบันทึกเอาไว้มากมาย

ตัวอย่างบันทึกที่กล่าวถึงบทบาทของเจ้าจอมเอิบในฐานะของช่างภาพยกตัวอย่างเช่น ในพระราชหัตถเลขาที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีถึงสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ได้ทรงกล่าวถึงเจ้าจอมเอิบในฐานะผู้ถ่ายรูปถวาย นอกจากนี้แล้ว เอนก นาวิกมูล ก็มีบันทึกว่าเคยพบอัลบั้มภาพถ่ายจำนวนหนึ่งที่หอสมุดดำรงราชานุภาพ ซึ่งสามารถระบุได้ว่าเป็นผลงานของเจ้าจอมเอิบด้วย

ผลงานภาพถ่ายโดยเจ้าจอมเอิบที่หลาย ๆ คนอาจจะคุ้นตาก็ตั้งแต่ภาพของรัชกาลที่ 5 ทรงทอดปลา เป็นต้น

 มรดกทางประวัติศาสตร์จากกล้องถ่ายรูป

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต เจ้าจอมเอิบพำนักอยู่ที่ตำหนักในวังสวนสุนันทา ต่อมาภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ท่านได้ย้ายไปอยู่ที่เรือนที่สร้างใหม่ริมคลองสามเสนกับถนนสามเสน บนที่ดินพระราชทานแก่เจ้าจอมก๊กออคนละแปลง พื้นที่บริเวณนั้นเรียกรวมกันว่า “สวนนอก” และแต่ละแปลงมีชื่อเรียกตามเจ้าของ ที่ดินของท่านจึงเป็นที่รู้จักในนาม “สวนท่านเอิบ”

เจ้าจอมเอิบในรัชกาลที่ 5 ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2487 ด้วยโรคเนื้อร้าย ที่บ้านราชบูรณะ ในปลายรัชสมัยรัชกาลที่ 8 สิริอายุ 65 ปี ทิ้งไว้เพียงภาพถ่ายอันทรงคุณค่าที่เป็นเสมือนหน้าต่างบานหนึ่งสู่ชีวิตในราชสำนักสยามยุครัชกาลที่ 5 ซึ่งปัจจุบันยังคงเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญยิ่งในการเก็บรักษาเอาไว้เป็นจดหมายเหตุสืบมา

#สุดโปรด#บุคคล#ชีวประวัติ#ศิลปะ#ภาพถ่าย#ประวัติศาสตร์#ราชสำนัก#BBL#BangkokBank#ธนาคารกรุงเทพ