ในทุกครั้งที่แผ่นดินสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์ เจ้านาย หรือพระบรมวงศ์ชั้นสูง สิ่งหนึ่งที่สะท้อนความอาลัยอย่างลึกซึ้งไม่แพ้พิธีกรรมใด ๆ คือ “ธรรมเนียมการไว้ทุกข์”
.
ซึ่งในราชสำนักไทยนั้น ไม่ได้เป็นเพียงการแสดงความเศร้าโศก แต่ยังเป็น “ภาษาทางสังคม” ที่บ่งบอกถึงลำดับเครือญาติ ความสัมพันธ์ และฐานันดรศักดิ์อย่างละเอียดอ่อน
.
สีของการไว้ทุกข์ : ภาษาที่เงียบแต่เปี่ยมความหมาย
ในอดีต การไว้ทุกข์ของเจ้านายไทยมีการกำหนด “สี” อย่างเคร่งครัด
สีดำ ใช้สำหรับผู้ที่มีอายุมากกว่าผู้วายชนม์
สีขาว สำหรับผู้ที่อ่อนกว่าหรือเยาว์กว่า
สีม่วงแก่ หรือสีน้ำเงินแก่ สำหรับผู้ที่ไม่ได้เกี่ยวดองทางสายเลือด
สีจึงไม่ใช่แค่แฟชั่น แต่เป็น “รหัสแห่งความสัมพันธ์” ที่ทุกคนในราชสำนักต้องเข้าใจ แม้แต่การแต่งขาวก็มีระดับแตกต่างกัน ทั้งผ้าขาวล้วน และ ผ้าลายพื้นขาว ซึ่งต้องเลือกให้เหมาะกับสถานภาพและฐานันดร หากแต่งผิดแม้เพียงเล็กน้อยอาจถูกตำหนิว่า “ไม่รู้จักสายเลือดของตนเอง”
.
สีขาวแห่งความรัก – เมื่อกฎถูกละเว้นด้วยหัวใจ
แม้จะมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน แต่ในบางกรณี “ความรัก” ก็ทำให้ธรรมเนียมต้องยอมอ่อนลง พระมหากษัตริย์ไทยหลายพระองค์ทรงเลือก “แต่งขาว” เพื่อแสดงความรักต่อเจ้านายผู้ล่วงลับ เช่น
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ตรัสว่า “ลูกคนนี้รักมากต้องนุ่งขาวให้ ” จึงทรงนุ่งขาวทุกวันในงานพระศพเจ้าฟ้ากรมขุนศรีสุนทรเทพ
รัชกาลที่ ๓ ทรงนุ่งขาวในงานพระเมรุของพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ
รัชกาลที่ ๕ ก็ทรงนุ่งขาวในงานพระเมรุของพระเจ้าลูกเธอ กรมขุนสุพรรณภาควดี พระราชธิดาองค์ใหญ่
ในทุกกรณี “สีขาว” คือ เครื่องหมายแห่งความรักบริสุทธิ์ที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ทางราชประเพณี
.
เมื่อสีไม่ใช่เพียงการไว้ทุกข์ แต่คือการชั่งน้ำหนักของความเหมาะสม
ยังมีกรณีที่ต้อง “ประนีประนอมด้วยสี” อย่างพระองค์เจ้าศรีวิลัยลักษณ์ ที่ทรงฉลองพระองค์ขาวแต่ทรงผ้านุ่งสีน้ำเงินแก่ ในงานพระเมรุของพระน้องนางเธอ เพื่อให้สมดุลระหว่าง “ความอาลัย” และ “ฐานันดร” ของพระบรมวงศ์ เป็นการใช้ “สี” แก้สมการแห่งความสัมพันธ์อย่างงดงาม
.
การโกนผมไว้ทุกข์ – เส้นผมแห่งความภักดี
นอกจากสีแล้ว “เส้นผม” ก็เคยเป็นเครื่องหมายแห่งความอาลัย ในอดีตเมื่อพระมหากษัตริย์สวรรคต ข้าราชการและราษฎรต้องโกนผมไว้ทุกข์ทั่วทั้งแผ่นดิน แม้แต่ในกรณีที่เจ้านายหรือมูลนายสิ้นพระชนม์ ผู้สังกัดก็ต้องโกนผมเช่นกัน
อย่างในรัชกาลที่ ๑ มีพระบรมราชโองการให้โกนผมทั่วประเทศเมื่อกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทสิ้นพระชนม์ ยกเว้นเฉพาะผู้ที่ไว้ผมมวย ผมจุก และองค์พระมหากษัตริย์เท่านั้น
ธรรมเนียมนี้ดำเนินมาจนถึงรัชกาลที่ ๔ ก่อนจะถูก “เลิกโกนผม” อย่างเป็นทางการในรัชกาลที่ ๖ ด้วยเหตุผลว่า “การไว้ทุกข์เช่นนั้นสร้างความเดือดร้อนแก่ราษฎร ยกเลิกเสียทีเดียว”
จากนั้นการไว้ทุกข์จึงเหลือเพียงการแต่งกายด้วยสีที่เหมาะสม เป็นสัญลักษณ์แห่งความอาลัยที่สง่างามแต่ไม่สร้างความทุกข์เกินจำเป็น
.
จากอดีตถึงปัจจุบัน การไว้ทุกข์ที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา
ปัจจุบันการไว้ทุกข์ในงานพระบรมศพ หรือพระศพเจ้านาย ยังคงรักษาแก่นแท้แห่งความเคารพและอาลัยไว้ครบถ้วน เพียงแต่ปรับให้เหมาะกับยุคสมัย ทั้งในแง่ของเครื่องแต่งกายและวิถีชีวิตของประชาชน เพื่อให้ “การไว้ทุกข์” ยังคงเป็นภาพแห่งความสงบ สำรวม และสง่างาม สมพระเกียรติ

