หากเอ่ยถึงราเมน หลายคนอาจนึกถึงเส้นเหนียวนุ่มในซุปเข้มข้น เสิร์ฟในชามใหญ่พร้อมหมูชาชู ไข่ยางมะตูม และสาหร่ายแผ่นโต ๆ


แต่รู้หรือไม่ว่าเบื้องหลังของราเมนนั้น ซ่อนการดิ้นรนของแรงงานไว้แบบเข้มข้นไม่แพ้น้ำซุป
.
ต้นกำเนิดของราเมนไม่ได้เริ่มที่ญี่ปุ่น แต่เป็น “บะหมี่จีน” ที่เดินทางข้ามทะเลมาพร้อมผู้อพยพจากแดนมังกรในช่วงต้นศตวรรษที่ 20

ในยุคนั้น บะหมี่ถือเป็นอาหารราคาถูก อิ่มท้อง และทำง่าย เหมาะกับแรงงานในเมืองท่า เช่น โยโกฮามะและโกเบ
.
ต่อมา เมื่อญี่ปุ่นพัฒนาอุตสาหกรรม ราเมนก็เริ่มกลายเป็นเมนู “ซุปของประชาชน” ที่เสิร์ฟตามร้านเล็ก ๆ เรียกว่า “ราเมนยะ”

โดยมีเส้นที่ทำจากแป้งสาลี ผสมกับน้ำซุปกระดูกหมูหรือไก่ กลายเป็นรสชาติที่ทั้งชาวญี่ปุ่นและแรงงานต่างชาติต่างหลงรัก

.
ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นเผชิญกับภาวะขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง สหรัฐอเมริกาจึงส่งแป้งสาลีเข้ามาช่วยเหลือ ทำให้การทำราเมนแพร่หลายมากขึ้น เส้นราเมนราคาถูกกลายเป็นอาหารแห่งการ “อยู่รอด” ของคนรายได้น้อยในเมือง


.
จนเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจเฟื่องฟู ราเมนก็เปลี่ยนบทบาทอีกครั้ง จากอาหารคนหาเช้ากินค่ำ สู่การเป็นเมนูประจำร้านดังระดับมิชลิน

ที่สามารถเสิร์ฟได้ทั้งในร้านยืนกินราคา 290 เยน

ไปจนถึงราเมนในชามที่ราคากว่า 1,000 เยน

รูป
Hashtag
https://www.shutterstock.com/…/soy-sauce-ramen-pork…
#ราเม็ง#ramen#ของกิน#อาหารญี่ปุ่น#สงครามโลก#ประวัติ#จานโปรด#BBL#BangkokBank#ธนาคารกรุงเทพ

