ปคู่ครัวไทย มานานหลายร้อยปี
ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ที่สืบต่อกันมารุ่นแล้วรุ่นเล่า ครกไม่ใช่เป็นเพียงอุปกรณ์การทำครัว
ซึ่งมีความสำคัญต่อการปรุงอาหารให้มีรสชาติแบบไทยเท่านั้น แต่ยังมีความหมายทางวัฒนธรรม
.
สมัยก่อนครกมีบทบาทสำคัญ ในการบ่งบอกคุณสมบัติของการเป็นแม่บ้านแม่เรือน โดยดูจากความสามารถในการใช้ครก คนโบราณจึงกล่าวว่า ” หากอยากได้ลูกสาวใครมาเป็นสะใภ้ ให้แอบฟังเสียงตำน้ำพริกของสาวนั้น
” ถ้าเสียงตำน้ำพริกถี่และเร็ว แสดงว่าเป็นคนว่องไว มีความเฉลียวฉลาด มีมานะ เอาจริงเอาจัง เป็นแม่บ้านแม่เรือนที่ดี ![]()
.
แต่ถ้าเสียงตำฟังเชื่องช้าและตำไม่สม่ำเสมอ ก็ให้สัณนิษฐานว่า ลูกสาวบ้านนั้น ไม่ชำนาญ การครัว ยังเป็นแม่บ้านที่ดีไม่ได้ มาถึงสมัยนี้เห็นวิธีนี้ใช้ไม่ได้ผลแล้ว เพราะเครื่องบดไฟฟ้า
กำลังมาแทนที่เครื่องบดดั้งเดิมของคนไทย และยุคสมัยก็เปลี่ยนแปลงไปมาก
.
ครกหิน เริ่มผลิตขึ้นมาในไทยในช่วงสงรามโลกครั้งที่ 2
จากชาวจีนชื่อ “เจ๊กฮั้ว แซ่ตั้ง” ได้เดินทางเข้ามาอาศัยอยู่ที่พื้นที่ตำบลอ่างศิลา จังหวัดชลบุรี ซึ่งมีหินแกรนิตอยู่จำนวนมาก
โดยมีหินก้อนใหญ่ลักษณะคล้ายรูปอ่างอยู่ภายในหมู่บ้าน ในช่วงแรกนั้น นายเจ๊กฮั้ว ได้ทดลองสกัดหินออกมาทำเครื่องโม่แป้งเพื่อทำขนมก่อน
.
ต่อมาภายหลังมีเศษหินเหลืออยู่จึงนำมาทดลองผลิตเป็นครกหิน เพื่อใช้ประกอบอาหารและตำเครื่องยาต่าง ๆ ต่อมาภายหลัง จึงเริ่มมีการนำมาสกัดใช้กันในครัวเรือนมากขึ้น รวมถึงเริ่มหันมาประกอบอาชีพแกะสลักหินเป็นของใช้อื่น ๆ และของตกแต่งสร้างรายได้เพิ่มขึ้น ![]()
.
จุดเด่นของครกหินอ่างศิลา คือ มีความแข็งแกร่งมาก ตำแล้วไม่เป็นทราย ลักษณะของหินแกรนิตที่นี่ คือ จะมีสีขาวนวลและออกสีเหลืองมันปูกว่าครกหินจากแหล่งผลิตอื่น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสีเทาและดำ ทำให้ไม่ว่าบ้านหรือครัวไหน ๆ ก็ต้องการ
.
การผลิตครกหินแต่เดิมนั้นจะใช้สิ่ว ลิ่ม ค้อนปอนด์ และเครื่องเจีย
ในการทำ ปัจจุบันมีการนำเครื่องจักรเข้ามาช่วยตัดออกมาให้เป็นรูปร่าง เพื่อได้ความรวดเร็วขึ้น แต่ครกที่ผ่านการตีด้วยมือจะมีความทนทานสูงกว่าครกที่ผ่านการเจียด้วยเครื่อง เพราะเครื่องใช้แรงดันน้ำและความร้อนในการเซาะหินจะทำให้เกิดการเปราะแตกง่ายกว่า โดยครกหินที่กะเทาะหรือตีด้วยมือ ตัวหินจะไม่ได้รับความกระทบกระเทือน จึงมีความแข็งแกร่งเหนียวกว่าครกที่ทำด้วยเครื่อง
.
ปัจจุบันครกหินที่เป็นของอ่างศิลาแท้ ๆ มีเหลืออยู่น้อยช่างฝีมือที่ผลิตด้วยการตีจากมือจริง ๆ ก็แทบจะไม่มีอยู่แล้ว แม้จะมีขายอยู่ แต่ก็มีราคาสูงลิ่วและกลายเป็นของสะสมหายาก ตกใบหนึ่งหลายพันบาท ไปจนถึงหลักหมื่น หรือหลักแสนบาทเลยก็มี ซึ่งหากเทียบกับในท้องตลาดราคาเพียงใบละไม่กี่ร้อยบาท
.
การจะสังเกตว่าเป็นครกหินของอ่างศิลาแท้ไหม
นอกจากสังเกตสีและลักษณะของหินแล้ว ให้ลองยกขึ้นส่องกับแสงแดด
หากเห็นเกร็ดเพชรอยู่จำนวนมากแสดงว่าแท้
และเพื่อเป็นการอนุรักษ์ จึงมีการยื่นเรื่องทำหนังสือขอขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications : GI) ปัจจุบันนอกจากในพื้นที่ตำบลอ่างศิลาแล้ว หลายพื้นที่ในไทยก็มีการผลิตครกหินเป็นอุตสาหกรรมระดับครัวเรือนด้วย

