Florence Baptistery หอศีลจุ่มที่ทำให้มนุษย์กลับมารู้จัก “ตีฟ”

เชื่อว่าในการเรียนการสอนศิลปะปัจจุบันน่าจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับทัศนมิติ หรือที่เด็กศิลป์เรียกกันสั้น ๆ ว่า “ตีฟ” (Perspective) กันมาบ้าง มนุษย์เราเริ่มเรียนรู้ว่าเวลาวาดภาพจะมีความลึก วัตถุที่อยู่ใกล้มีขนาดใหญ่ วัตถุที่อยู่ไกลมีขนาดเล็ก รวมไปถึงต้องมีมีเส้นนำสายตา, จุดรวมสายตา, เส้นขอบฟ้า ฯลฯ กันมาตั้งแต่ยุคโบราณ ดังที่ปรากฏหลักฐานในปอมเปอี

อย่างไรก็ดีองค์ความรู้เหล่านั้นก็ได้หายไปหลังจากที่เราเข้าสู่ยุคกลางและถูกรื้อฟื้นใหม่ในสมัยเรอเนซองส์ โดยในการรื้อฟื้นนั้นก็เกิดขึ้น ณ สถานที่แห่งหนึ่งอย่าง “หอศีลจุ่มซานโจวันนี” ที่ตั้งอยู่หน้าอาสนวิหารแห่งฟลอเรนซ์

หอศีลจุ่มซานโจวันนี หรือหอศีลจุ่มฟลอเรนซ์เป็นอาคารศิลปะโรมาเนสก์ที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้นักบุญยอห์นผู้ให้บัปติสมา เมื่อราวศตวรรษที่ 12 โดยมีแถบสีเขียวคาดตัวอาคารเป็นเอกลักษณ์ ออกแบบเป็นอาคารทรงแปดเหลี่ยม มีมุขยื่นออกมาเป็นแท่นบูชา และใช้เป็นที่ประกอบศีลจุ่มของชาวฟลอเรนซ์มาตั้งแต่อดีต อย่างไรก็ดีเชื่อกันว่าอาคารหลังนี้น่าจะถูกบูรณะขึ้นใหม่จากอาคารแปดเหลี่ยมเดิมในยุคโรมันซึ่งสร้างขึ้นเป็นวิหารอุทิศให้กับเทพมาส์

หอศีลจุ่มหลังนี้ค่อนข้างมีความสำคัญกับโลกศิลปะพอสมควร หลังจากที่ทัศนมิติเสื่อมถอยไปในยุคกลาง ก็ถูกรื้อฟื้นใหม่อีกครั้งโดยสถาปนิกและศิลปิน 2 คน “บรูแนลเลสกี้” ผู้ออกแบบโดมมหาวิหารฟลอเรนซ์ และ “อัลแบร์ตี้” ผู้เขียนตำราสอนวาดภาพ “De pictura” โดยบรูแนลเลสกี้เป็นผู้ค้นพบ และอัลแบร์ตี้เป็นผู้เผยแพร่

วันหนึ่ง บรูแนลเลสกี้ได้ทำการวาดภาพอาคารต่าง ๆ ในเมืองฟลอเรนซ์จนมาถึงอาคารหลังนี้ เขาได้วาดภาพอาคารนี้ขึ้นมา แล้วเจาะรูที่ตรงกลางจากนั้นจึงเอาด้านหลังของภาพมาแนบหน้าให้ตามองทะลุรูนั้นไป โดยที่มืออีกข้างจะจับกระจกเอาไว้ ผู้ชมจะเห็นภาพสะท้อนของภาพวาดผ่านกระจก ซึ่งภาพสะท้อนที่เห็นบนกระจกนั้นจะซ้อนทับกับบรรยากาศจริงภายนอกได้พอดี ทำให้มนุษย์ได้รู้จักกับจุดนำสายตาขึ้นมา โดยในภายหลังก็มีศิลปินคนอื่น ๆ นำการค้นพบของบรูแนลเลสกี้มาปรับปรุงและต่อยอดจนกลายเป็นรากฐานของภาพวาดตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ในปัจจุบันหอศีลจุ่มแห่งนี้ก็เปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่งของฟลอเรนซ์เคียงข้างกับอาสนวิหารแห่งฟลอเรนซ์และหอระฆังจอตโต้ที่มีชื่อเสียง
#ที่โปรด#ต่างประเทศ#ประวัติศาสตร์#สถาปัตยกรรม