หากพูดถึง “แฟชั่น” แห่งราชสำนักอยุธยา สิ่งหนึ่งที่โดดเด่นสะดุดตาทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ก็คือ “ลอมพอก” ![]()
.
เครื่องสวมศีรษะที่ดูสง่างาม บ้างเป็นยอดแหลม บ้างเป็นยอดมน ทำให้แลดูคล้ายการเกล้าผมขึ้นเป็นทรงกรวยสูง แล้วปัดไปด้านหลังเล็กน้อย ![]()
.
ลอมพอกไม่ได้เป็นเพียงเครื่องแต่งกายธรรมดา แต่คือ “เครื่องหมายแห่งอำนาจและศักดิ์ศรี” ของพระเจ้าแผ่นดินและเหล่าขุนนางในสมัยกรุงศรีอยุธยา ![]()
![]()
ยิ่งไปกว่านั้น ลักษณะของลอมพอกยังบ่งบอกได้เลยว่าใครมีตำแหน่งสูงต่ำเพียงใด
.
ร่องรอยอิทธิพลจากแดนไกล
ลอมพอกมีที่มาน่าสนใจ เพราะได้รับอิทธิพลจาก การโพกผ้าของชาวมุสลิมเปอร์เซีย
ที่เข้ามาติดต่อค้าขายกับกรุงศรีอยุธยาและอาจมีการนำเข้ามาก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยาด้วยซ้ำ
.
ลอมพอกทำจาก ผ้าสีขาวพันพับอย่างปราณีต ให้เป็นทรงหมวกยอดแหลม ขอบของลอมพอกยังกลายเป็นพื้นที่แสดงสถานะของผู้สวม ศิลปะแห่งยศศักดิ์ ลอมพอกในแต่ละฐานะก็ประดับแตกต่างกันไป เช่น
ราชทูต : มีแถบทองคำกว้าง 2–3 นิ้ว ทำเป็นเสวียนรอบหมวก ประดับด้วยดอกไม้ทองคำบาง ๆ เกสรทำจากทับทิมเม็ดเล็ก ๆ ที่ไหวระยับตลอดเวลา ![]()
ตรีทูต : มีเพียงแถบทองคำสลักประดับ ไม่มีดอกไม้
ผู้ติดตาม : ไม่มีทองคำประดับเลย
.
หลักฐานจากสายตาชาวต่างชาติ “ลอมพอก” หมวกขุนนางสยามที่ดังไกลถึงฝรั่งเศส
คณะราชทูตสยามเดินทางไปฝรั่งเศส ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ (พ.ศ. 2229–2230) ทำให้ลอมพอกถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์โลก ![]()
![]()
![]()
.
การเจริญสัมพันธไมตรี ครั้งสำคัญนี้ ทำให้ “ลอมพอก” เป็นที่ฮือฮาในโลกตะวันตก เมื่อเหล่าทูตสวมลอมพอกพร้อมเครื่องแต่งกายเต็มยศสยาม ปรากฏต่อสายตาชาวฝรั่งเศสในพระราชสำนัก แวววาวจนชาวตะวันตกตะลึง! ภาพลายเส้นที่ ออกหลวงกัลยาราชไมตรี อุปทูตสยามถูกบันทึกไว้ ณ หอสมุดแห่งชาติ กรุงปารีส จึงเป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่าลอมพอกคือสัญลักษณ์แห่ง “ศักดิ์ศรีสยาม” ในเวทีโลก
มงซีเออร์ เดอ วีเซ เล่าว่า ลอมพอกของราชทูตไทยสูง เรียวขึ้นไปเป็นชั้น ๆ คล้ายมงกุฎ แต่ละชั้นประดับด้วยเงินทองเพชรพลอย แปลกตาจนราชสำนักฝรั่งเศสตื่นตะลึง ![]()
ส่วน ซีมง เดอ ลา ลูแบร์ ก็บันทึกว่า พระมหากษัตริย์สยามทรงพระลอมพอกที่ประดับด้วย พระมหามงกุฎเพชรรัตน์
ส่วนขุนนางก็จะมีการประดับทองคำ เงิน หรือกาไหล่ทองมากน้อยตามยศ
.
จากราชสำนักสู่วัฒนธรรมการแสดง
ลอมพอกไม่ได้หยุดอยู่แค่ในราชสำนัก แต่ยังถูกนำมาใช้เป็นเครื่องสวมศีรษะใน โขนละคร
ก่อนพัฒนาเป็น ชฎา และ มงกุฎ ที่เราคุ้นตาในปัจจุบัน
.
ที่น่าสนใจคือ ในบางท้องถิ่นยังคงมีเครื่องสวมศีรษะที่คล้ายลอมพอก เช่นที่ บ้านชอนไพร และบ้านป่าเลา จ.เพชรบูรณ์ มี “ตะลอมพอก”
ซึ่งใช้นาคสวมในพิธีอุปสมบท โครงทำจากตอก ประดับหนังสัตว์และกระดาษสีแกะลวดลาย ถือเป็นเอกลักษณ์ทางศิลปกรรมประจำชุมชน
.
ดังนั้น “ลอมพอก”
จึงไม่ใช่แค่เครื่องแต่งกาย แต่คือ มรดกทางศิลปกรรมและแฟชั่นโบราณ ที่สะท้อนทั้งศักดิ์ศรี ความเชื่อ และภูมิปัญญาของช่างไทย ที่ยังคงทิ้งร่องรอยอยู่ในประเพณีและศิลปะการแสดงมาจนถึงทุกวันนี้

