โขมพัสตร์”ตำนานภาพพิมพ์แห่งหัวหินกว่า 70 ปี สู่ Khom

ถ้าผ้าผืนหนึ่งเล่าเรื่องเมืองได้ คุณจะนึกถึงอะไร ? สำหรับหัวหิน คำตอบอาจเป็น “โขมพัสตร์” แบรนด์ผ้าพิมพ์ลายไทยที่เริ่มต้นจากโรงงานเล็ก ๆ หลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีคนงานเพียง 20 คน

.

ก่อนเดินทางผ่านกาลเวลากว่า 70 ปี จนวันนี้กลายเป็นธุรกิจครอบครัวที่ส่งต่อมาถึง ทายาทรุ่นที่ 3 สิ่งน่าสนใจคือ ในวันที่แฟชั่นเปลี่ยนเร็วขึ้นเรื่อย ๆ โขมพัสตร์กลับยังพิมพ์ผ้าด้วยมือ

.

โขมพัสตร์ก่อตั้งขึ้นราว พ.ศ. 2491 โดย พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช กฤดากร และ หม่อมเจ้าหญิงผจง–รจิตร กฤดากร บนพื้นที่ในหัวหินซึ่งเป็นที่ตั้งของร้านในปัจจุบัน

เดิมเป็นโรงงานย้อมและพิมพ์ผ้าขนาดเล็ก มีคนงานประมาณ 20 คน และเกิดขึ้นจากพระประสงค์ให้คนในพื้นที่มีอาชีพและรายได้เลี้ยงครอบครัว

.

หัวใจของโขมพัสตร์ตั้งแต่แรกคือ “ลายไทย” ในยุคที่การสร้างลวดลายบนผ้าต้องอาศัยการเขียนด้วยมือ ท่านตาและท่านยายศึกษาลายไทยโบราณจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ก่อนนำมาประยุกต์ใช้กับระบบ Silk Screen Printing ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแนวทางบุกเบิกการพิมพ์ลายผ้าในเวลานั้น

.

จากลายไทยบนผ้าฝ้าย โขมพัสตร์เริ่มทดลองเล่าเรื่องเมืองไทยผ่านผ้าพันคอ ทั้ง วัดอรุณ เรือหงส์ และบ้านชาวนา ก่อนต่อยอดไปสู่ผ้ารองจานและของใช้ต่าง ๆ ความเป็นไทยจึงไม่ได้ถูกเก็บไว้บนผืนผ้าเพียงอย่างเดียว แต่ค่อย ๆ ถูกพาเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวัน

.

หลังท่านตาสิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ. 2496 ท่านยายรับช่วงกิจการต่อ และส่งต่อให้พระธิดาทั้ง 3 ได้แก่ ม.ร.ว.ภรณี รอสส์, ม.ร.ว.อัจฉรียา คงสิริ และ ม.ร.ว.วิภาสิริ วุฒินันท์

.

จากโรงงาน 20 คน วันนี้มีคนทำงานราว 80 คน แต่สิ่งหนึ่งแทบไม่เปลี่ยน นั่นคือ กระบวนการผลิตที่ยังใช้มือเป็นหลัก ตั้งแต่ผสมสี ทำกรอบ ถ่ายลายลงกรอบ ไปจนถึงการพิมพ์ทีละชิ้น มีเพียงขั้นตอนซัก รีด และอบผ้าที่นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย นั่นทำให้ผ้าโขมพัสตร์ไม่ได้ “เป๊ะ” เหมือนสินค้าที่ผลิตจากเครื่องจักรทุกชิ้น แต่ความไม่เหมือนกันเล็ก ๆ น้อย ๆ กลับเป็นเสน่ห์ของงานฝีมือ

.

ลายดอกจิก สัญลักษณ์ของร้าน รวมถึงลายเทพนม ลายหัวโขน และ ผ้าเกี้ยวพิมพ์ทอง ยังคงถูกผลิตและเป็นที่รู้จัก ขณะเดียวกันแบรนด์ก็ไม่หยุดสร้างลวดลายใหม่ เพราะการรักษาของเดิม ไม่ได้หมายถึงการหยุดอยู่กับที่ คุณกจง–อัสสยา ทิมบลิค คือหนึ่งในทายาทรุ่นที่ 3

.

แต่ก่อนจะกลับมาทำธุรกิจครอบครัว เธอเคยทำงานด้านการเงินและธนาคารอยู่ราว 10 ปี ก่อนเรียนต่อด้าน การจัดการอุตสาหกรรมสิ่งทอ และไปทำงานกับ de Gournay บริษัทวอลล์เปเปอร์ในลอนดอนที่มีชื่อเสียงด้านงานเขียนลายด้วยมือ

.

เมื่อกลับมา เธอเริ่มจากการจัดระบบหลังบ้าน ตั้งแต่บาร์โค้ด ฐานข้อมูล ไปจนถึงการวางแผนการขายและการสร้างแบรนด์ แต่สิ่งที่เปลี่ยนธุรกิจมากกว่าระบบใด ๆ กลับเป็นคำถามง่าย ๆ จากตัวเธอเอง “ทำไมเราเองถึงไม่ค่อยได้หยิบของจากแบรนด์มาใช้?” คำตอบคือสี ลาย และรูปทรงของผลิตภัณฑ์เดิมยังไม่ใช่สิ่งที่เธออยากใส่ในชีวิตประจำวัน และนั่นจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “Khom”

.

Khom คือแบรนด์ที่นำรากเดิมของโขมพัสตร์มาตีความใหม่ สีสนุกขึ้น

ลวดลายร่วมสมัยขึ้น รายละเอียดไทยบางส่วนถูกลดทอนให้กลายเป็นกราฟิกที่เข้าถึงง่าย จากเดิมที่ธุรกิจมีสัดส่วนผ้าพิมพ์ราว 90% วันนี้เหลือประมาณ 60% ส่วนที่เหลือคือเสื้อผ้าสำเร็จรูปและสินค้าไลฟ์สไตล์

.

ลายเดิมถูกนำมาเปลี่ยนสี จับคู่ใหม่ และออกแบบให้เข้ากับการใช้งานในปัจจุบัน สิ่งที่เปลี่ยนจึงไม่ใช่ราก แต่คือ วิธีเล่าเรื่องรากนั้นให้คนรุ่นใหม่อยากรู้จัก โขมพัสตร์อาจไม่ได้อยู่มานานกว่า 70 ปีเพราะพยายามตามทุกเทรนด์ แต่อาจเป็นเพราะรู้ว่า อะไรควรเปลี่ยน และอะไรควรเก็บไว้ เทคนิคพิมพ์ผ้าด้วยมือยังอยู่ ลวดลายสำคัญยังอยู่

คนทำงานยังเป็นหัวใจของการผลิต ขณะที่สินค้า สี รูปแบบ และวิธีสื่อสารถูกปรับให้เข้ากับยุคสมัย

หลักคิดจากรุ่นก่อนอย่าง “อย่าลงทุนเกินตัว” ก็ยังคงอยู่เช่นกัน เติบโตเท่าที่กำลังไหว และไม่ขยายจนสูญเสียสิ่งสำคัญ จากโรงงานเล็ก ๆ 20 คนในหัวหิน สู่แบรนด์ที่เดินทางมาถึงรุ่นที่ 3

.

จาก โขมพัสตร์ สู่ Khom เรื่องราวกว่า 70 ปีจึงไม่ได้สอนเพียงว่า “จะรักษาของเก่าอย่างไร” แต่กำลังบอกเราว่า…การสืบทอดที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่การทำเหมือนคนรุ่นก่อน แต่คือการรักษาหัวใจเดิมไว้ แล้วกล้าที่จะเล่ามันใหม่ในแบบของตัวเอง

เรียบเรียงโดย เพจสุดโปรด by Bangkok Bank