.
ตุ้งแช่! ตุ้งแช่! ตุ้งแช่! เสียงกลองรัวขึ้นเมื่อใด ภาพสิงโตตัวใหญ่กำลังวาดลวดลายก็แทบจะปรากฏขึ้นตรงหน้า แต่เบื้องหลังความดุดันและงดงามนั้น มีงานฝีมือชิ้นเล็ก ๆ ซ่อนอยู่มากมาย ตั้งแต่ไม้รวกเส้นบาง ลวด กระดาษ ไปจนถึงสีและเครื่องประดับ
.
และกว่าจะกลายเป็น “หัวสิงโต” หนึ่งหัว ต้องผ่านสองมือของช่างที่สั่งสมประสบการณ์มายาวนานกว่า 50 ปี ชายคนนั้นคือ “วิชัย รอดเกิด” หรือ “อาจารย์โจ ตลาดพลู” ช่างทำหัวสิงโตผู้คร่ำหวอดในวงการ และเป็นหนึ่งในช่างฝีมืออาวุโสที่ยังคงสร้างสรรค์หัวสิงโตด้วยมือของตัวเองมาจนถึงทุกวันนี้
.
อาจารย์โจเติบโตในย่านตลาดพลู ท่ามกลางชุมชนไทย-จีนที่มีการเชิดสิงโตเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เด็กชายวิชัยจึงคุ้นเคยกับเสียงกลองและขบวนสิงโตมาตั้งแต่เล็ก
ความชอบเริ่มจากการเล่นสนุก ๆ เขาเคยนำดินมาปั้นหัวสิงโต และใช้หนังหมูขึงกระป๋องสีทำเป็นกลอง ก่อนจะค่อย ๆ ศึกษาวิธีทำหัวสิงโตด้วยตัวเอง อาศัยการสังเกต ครูพักลักจำ และลองผิดลองถูก
เมื่อโตขึ้น เขาเคยทำงานเป็นบาร์เทนเดอร์ แคชเชียร์ และไกด์นำเที่ยว แต่ไม่เคยทิ้งงานหัวสิงโต จนในที่สุดความชอบก็กลายเป็นอาชีพอย่างจริงจัง
.
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเขาได้เห็นหัวสิงโตจากต่างประเทศ แล้วเกิดความคิดว่า “ถ้าของเขาทำได้ เราก็ต้องทำของเราให้ดีได้เหมือนกัน” จากนั้นจึงเริ่มทดลองสร้างหัวสิงโตในแบบของตัวเอง และพัฒนาฝีมือมาอย่างต่อเนื่อง
.
หัวใจของงานอาจารย์โจอยู่ที่ “โครง” เริ่มจากนำไม้รวกมาเหลาให้ได้ขนาด โดยเก็บผิวไม้ที่แข็งแรงเอาไว้ จากนั้นจึงค่อย ๆ ผูกร้อยเป็นรูปทรงของหัวสิงโต เปรียบเหมือนการสร้างบ้านที่ต้องเริ่มจากเสาเข็ม
.
แต่สิ่งที่ทำให้งานของอาจารย์โจแตกต่าง คือ การเดินไม้เป็นรูปก้นหอย แทนการเดินไม้ตรงแล้วผูกเชือกเป็นช่วง ๆ ทำให้โครงมีความพลิ้วและแข็งแรง ขณะเดียวกันยังกลายเป็นลายเซ็นที่ช่างและคนรักหัวสิงโตสามารถมองออกว่า “นี่คือโครงของอาจารย์โจ” บางโครงที่ผ่านมือเขายังถูกเก็บรักษาไว้ได้นานหลายสิบปี และเมื่อตัวกระดาษเสื่อมสภาพ บางคณะถึงกับตามหาโครงเก่าของเขา เพื่อนำกลับมาแต่งใหม่
.
จากนั้นจึงปะกระดาษรอบโครงไม้ ตามด้วยผ้า ก่อนวาดลวดลายและเติมเครื่องประดับต่าง ๆ กว่าจะเสร็จสมบูรณ์หนึ่งหัวจึงต้องใช้เวลานับเดือน เพราะสำหรับอาจารย์โจ “งานฝีมือ ยิ่งทำช้า ยิ่งต้องเน้นคุณภาพ” ไม่ลอกใคร เพราะ “งานศิลปะต้องไม่หยุดนิ่ง”
.
หัวสิงโตของอาจารย์โจ โดดเด่นด้วยลวดลายที่ออกแบบขึ้นใหม่อยู่เสมอและความประณีต เขาเดินทางไปสังเกตหัวสิงโตและมังกรตามศาลเจ้าเก็บรายละเอียดที่ชอบกลับมาผสมกับความคิดของตัวเอง ทั้งลวดลายไทย ลวดลายจีน และสัตว์มงคล ก่อนพัฒนาเป็นหัวสิงโตในแบบเฉพาะตัว ตั้งแต่ตา เขี้ยว จมูก เขา ไปจนถึงเครื่องประดับ ล้วนถูกออกแบบให้สิงโตดู “ดุ แต่สวย และน่าเกรงขาม”
.
บางหัวประดับด้วยมังกร ปลา หงส์ ผีเสื้อ หรือค้างคาว ซึ่งล้วนเป็นสัตว์มงคลในความเชื่อจีน สื่อถึงความเป็นสิริมงคล ความมั่งคั่ง และความเจริญรุ่งเรือง
หัวพิเศษบางชิ้นยังเพิ่มกลไกให้ปากขยับ ดวงตากะพริบ หรือพู่สั่นไหวได้ ทำให้หัวสิงโตไม่ได้เป็นเพียงงานประดับ แต่มีชีวิตชีวาขึ้นมาเมื่อถูกนำไปเชิด
.
จากหัวสิงโตราคาไม่กี่ร้อยบาทในวันแรก ๆ วันนี้ผลงานของอาจารย์โจ ได้รับการยอมรับไกลถึงต่างประเทศ ทั้งฮ่องกง มาเลเซีย เวียดนาม และลาว ลูกค้าต่างชาติไม่ได้มองเพียงความสวยงาม แต่ยังให้คุณค่ากับ “ลายมือช่าง” ที่เป็นเอกลักษณ์ จนบางครั้งถึงขั้นต้องรอคิวเป็นเดือน
ชื่อ “ช่างโจ ตลาดพลู” จึงกลายเป็นเหมือนแบรนด์ที่อยู่บนหัวสิงโตแต่ละใบ และบางชิ้นถูกนำไปเก็บไว้เป็นของสะสมมากกว่าจะนำออกไปเชิด
แม้วันนี้อาจารย์โจจะอยู่ในวัยเลข 7 แต่คำตอบของเขายังคงเหมือนเดิม เมื่อถูกถามว่าจะทำหัวสิงโตไปถึงเมื่อไร “ทำจนกว่าจะเหลาไม้ไม่ไหว” เพราะสำหรับช่างวัยเก๋า งานศิลปะไม่มีคำว่าสิ้นสุด หากวันนี้มีลายหนึ่ง ก็ต้องคิดลายใหม่สำหรับวันพรุ่งนี้
.
เมื่อเสียงกลองดังขึ้นอีกครั้ง สิงโตอาจกำลังออกมาโลดแล่น แต่เบื้องหลังนั้น คือฝีมือของช่างคนหนึ่งที่ยังคงสร้าง “ตำนาน” ด้วยมือของตัวเอง
เรียบเรียงโดย เพจสุดโปรด by Bangkok Bank









