สำหรับจังหวัดแพร่ คำขวัญที่หลายคนคุ้นหูคือ “ม่อฮ่อมไม้สัก ถิ่นรักพระลอ ช่อแฮศรีเมือง ลือเลื่องแพะเมืองผี คนแพร่นี้ใจงาม” แต่เมื่อกว่า 20 ปีก่อน คำว่า “ม่อฮ่อม” ในคำขวัญกลับเป็นสิ่งที่แทบไม่หลงเหลืออยู่ในวิถีการผลิตของคนแพร่
.
คุณไกร–วุฒิไกร ผาทอง ชายชาวแพร่คนหนึ่งจึงตั้งคำถามว่า หากม่อฮ่อมคือหนึ่งในตัวแทนของจังหวัด แล้วเหตุใดคนแพร่จึงแทบไม่เหลือภูมิปัญญาการย้อมม่อฮ่อมแบบธรรมชาติไว้แล้ว?
คำถามนั้นกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “แก้ววรรณา” แบรนด์ผ้าม่อฮ่อมที่เลือกเดินย้อนกลับไปหาต้นทาง เพื่อฟื้นสีครามจากธรรมชาติให้กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนแพร่อีกครั้ง
.
คุณไกรและคุณพยอม คำวาง ผู้จัดการและนักย้อมประจำแก้ววรรณา เคยร่วมทำงานเกี่ยวกับการพัฒนาจังหวัดแพร่ และมองตรงกันว่า หากต้องการฟื้นเมือง สิ่งแรกที่ต้องทำคือกลับไปค้นหา “รากเหง้า” ของตัวเอง ในตอนแรก ทั้งคู่ตั้งใจเพียงนำเส้นด้ายไปจ้างชุมชนย้อม ก่อนส่งต่อให้ช่างทอ แต่กลับพบว่าแทบไม่มีชุมชนใดเหลือการย้อมม่อฮ่อมด้วยวิธีธรรมชาติอย่างที่ต้องการ แทนที่จะยอมแพ้ ทั้งคู่จึงเลือกเริ่มต้นใหม่ด้วยตัวเอง
.
ในยุคที่เสื้อผ้าราคาหลักร้อยเป็นเรื่องปกติ และกระแสรักษ์โลกหรือแฟชั่นคราฟต์ยังไม่แพร่หลาย ไกรและพยอมกลับใช้เวลากว่า 20 ปี ทดลองผิด ทดลองถูก ตระเวนถามผู้เฒ่าผู้แก่ และค่อยๆ รื้อฟื้นองค์ความรู้การย้อมม่อฮ่อมขึ้นมาใหม่ เพราะสำหรับพวกเขา ม่อฮ่อมไม่ควรเป็นเพียงเสื้อพื้นเมือง แต่สามารถกลายเป็นเสื้อผ้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง
.
“ฮ่อม” เป็นพืชที่เติบโตได้ดีในพื้นที่ชุ่มชื้นและมีร่มเงา ไกรจึงมองว่าการฟื้นฟูฮ่อมไม่ควรแยกออกจากการดูแลป่า เพราะหากต้องการให้ป่าอยู่ได้ ชุมชนก็ต้องสามารถสร้างรายได้จากป่าโดยไม่จำเป็นต้องตัดไม้ แนวคิดจึงกลายเป็นการปลูกพืชหลากหลายชนิดร่วมกัน ทั้งกาแฟ ผักกูด พริก และฮ่อม ให้ป่าและชุมชนสามารถพึ่งพากันได้
.
ฮ่อมจากหมู่บ้านนาตอง จังหวัดแพร่ เคยมีไม่เพียงพอต่อการผลิต แก้ววรรณาจึงนำฮ่อมเปียกจากประเทศลาวเข้ามาเสริม โดยมองว่าการฟื้นฟูม่อฮ่อมคือการสร้างระบบเศรษฐกิจของผู้คนในภูมิภาคเดียวกัน ไม่ใช่เพียงการจำกัดอยู่ที่เส้นแบ่งประเทศและหัวใจสำคัญคือ การย้อมแบบธรรมชาติ 100%
.
คุณพยอม ไม่ใช้สารซักฟอกหรือสารส้มในการเตรียมเส้นฝ้าย แต่เลือกใช้น้ำหมักจากผลไม้ที่หาได้รอบตัว ทั้งมะเฟือง มะกรูด และผลไม้ตามฤดูกาล โดยน้ำหมักบางส่วนต้องใช้เวลานานถึง 1–10 ปี
ส่วนหม้อฮ่อมก็ต้องดูแลราวกับเลี้ยงสิ่งมีชีวิต ต้องควบคุมทั้งน้ำ น้ำตาล และความเป็นด่าง หากด่างสูงเกินไป สีจะขุ่น หากต่ำเกินไป น้ำย้อมก็จะเสีย จึงต้องอาศัยประสบการณ์ของคนย้อมและ “เวลา” เป็นส่วนสำคัญ
.
หลังผ่านกระบวนการย้อมราว 3–4 เดือน จึงได้เส้นด้ายในปริมาณที่พร้อมส่งต่อให้ช่างทอ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชน พวกเขาคือผู้รับไม้ต่อจากนักย้อม เปลี่ยนเส้นด้ายให้กลายเป็นเสื้อ ซิ่น ผ้าคลุมไหล่ ผ้าขาวม้า หมอนอิง และผืนผ้าต่าง ๆ
.
สำหรับแก้ววรรณา การรักษาม่อฮ่อมจึงไม่ได้หมายถึงการเก็บภูมิปัญญาไว้ในพิพิธภัณฑ์ แต่คือการทำให้มัน กลับมาอยู่ในชีวิตประจำวัน ผ้าย้อมฮ่อมถูกออกแบบให้เรียบง่าย โปร่ง และสวมใส่สบาย จนมีทั้งลูกค้าคนไทยที่ซื้อใส่ในชีวิตประจำวัน และลูกค้าต่างชาติที่นำเสื้อผ้าแม้กระทั่งชุดชั้นในมาย้อม เพราะต้องการให้สิ่งที่สัมผัสร่างกายใกล้ชิดที่สุดมาจากธรรมชาติ
.
ตลอดกว่า 20 ปี แก้ววรรณายังเปิดพื้นที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงผลักดันเรื่อง GI ม่อฮ่อม เพื่อให้ฮ่อมได้รับการยอมรับในฐานะพืชท้องถิ่นและมรดกทางภูมิปัญญาของจังหวัดแพร่
เรียบเรียงโดย เพจสุดโปรด by Bangkok Bank









