“กัญชง” เส้นใยแห่งศรัทธา จากวิถีชาวม้งสู่ผืนผ้า

สำหรับชาวม้ง “กัญชง” ไม่ได้เป็นเพียงพืชที่ปลูกเพื่อนำเส้นใยมาทอเป็นเสื้อผ้า แต่เป็นพืชที่ผูกพันกับวิถีชีวิต ความเชื่อ และสายสัมพันธ์ระหว่างคนเป็นกับบรรพบุรุษมายาวนาน

.

ชาวเขาหลายกลุ่มในภาคเหนือของประเทศไทยรู้จักนำเส้นใยจากลำต้นกัญชงมาใช้ประโยชน์มานานแล้ว โดยเฉพาะชาวม้งที่มีความเชื่อว่า เมล็ดกัญชงหรือเฮมพ์เป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานมา และเป็นตัวแทนของความอุดมสมบูรณ์ที่มอบให้แก่มนุษย์

.

จากเมล็ดเล็ก ๆ จึงค่อย ๆ เติบโตเป็นต้นกัญชง ก่อนกลายเป็นเส้นใยที่ถูกนำมาถักทอเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ตั้งแต่เสื้อผ้าที่สวมใส่ ไปจนถึงเครื่องใช้ในพิธีกรรมสำคัญ

.

กัญชงถูกนำมาใช้ในพิธีกรรมและความเชื่อหลากหลายรูปแบบ เช่น การสานเส้นใยเป็นรองเท้าให้ผู้เสียชีวิตสวมใส่เพื่อเดินทางไปสวรรค์ การต่อเส้นใยให้มีความยาวเพื่อใช้เป็นสายสิญจน์ รวมถึงใช้ใน “พิธีอัวเน้ง” หรือพิธีเข้าทรง ซึ่งเป็นประเพณีสำคัญของชาวม้งมาตั้งแต่โบราณ

.

โดยเฉพาะ ผ้าเขียนเทียนและผ้าใยกัญชง ที่มีความหมายอย่างมากต่อชีวิตหลังความตาย ชาวม้งเชื่อว่าคนม้งทุกคนควรมีผ้าใยกัญชงติดตัวเมื่อจากโลกนี้ไป เพราะผืนผ้านี้เปรียบเสมือนสิ่งที่ช่วยนำทางให้ผู้ล่วงลับกลับไปพบบรรพบุรุษ

ผ้าใยกัญชงจึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องนุ่งห่ม หากยังเป็นสัญลักษณ์ของการเป็นลูกหลานม้ง เป็นตัวแทนของความเป็นพี่น้อง เพื่อน และสมาชิกของชนเผ่าเดียวกัน

.

ในวิถีดั้งเดิมของชาวม้ง การทอผ้าเป็นหน้าที่สำคัญของผู้หญิง ทุกครัวเรือนจึงต้องมีผู้หญิงที่สามารถทอผ้าได้ เพราะในอดีตยังไม่มีเสื้อผ้าสำเร็จรูปจำหน่ายเหมือนในปัจจุบัน

การเตรียมผ้าผูกพันกับปฏิทินชีวิตอย่างชัดเจน โดยเริ่มปลูกกัญชงในช่วงเดือนเมษายน และเริ่มทอผ้าราวเดือนสิงหาคมถึงกันยายน จากนั้นจึงนำผ้าไปย้อมคราม เพื่อเตรียมไว้สำหรับสวมใส่ในเทศกาลขึ้นปีใหม่

.

การทอผ้าให้เสร็จทันปีใหม่จึงสะท้อนถึงความขยันและความสามารถของผู้หญิงในครัวเรือน เพราะตามคติความเชื่อดั้งเดิม หากหญิงสาวทอผ้าไม่เป็น ก็อาจถูกมองว่าไม่สามารถดูแลครัวเรือนได้ และอาจส่งผลต่อโอกาสในการมีคู่ครอง กัญชงจึงมีบทบาทตั้งแต่เรื่องการแต่งกาย ไปจนถึงสถานะและบทบาทของผู้หญิงในชุมชน

.

ในช่วงหนึ่ง การปลูกหรือครอบครองกัญชงในประเทศไทยอยู่ภายใต้ข้อจำกัดทางกฎหมาย ต่อมาในปี พ.ศ. 2560 มีการอนุมัติให้สามารถเพาะปลูกกัญชงได้ทั้งในระดับครัวเรือนและอุตสาหกรรมในพื้นที่ที่กำหนด ก่อนที่กฎกระทรวงเกี่ยวกับการขออนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือครอบครองกัญชงจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2564

.

ข้อมูลตามแหล่งต้นฉบับระบุว่า พื้นที่ที่กำหนดในระยะแรกครอบคลุม 6 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย น่าน เพชรบูรณ์ แม่ฮ่องสอน และตาก โดยมีพื้นที่อำเภอต่าง ๆ ที่ได้รับอนุญาตตามเงื่อนไขที่กำหนด

.

การส่งเสริมกัญชงในเวลาต่อมามุ่งยกระดับให้เป็นพืชเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการนำเส้นใยมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ ทั้งนี้ การปลูกและใช้ประโยชน์ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและการควบคุมของภาครัฐ รวมถึงการกำหนดปริมาณสาร THC ของกัญชงตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

.

จุดเด่นของเส้นใยกัญชงคือมีความยาว แข็งแรง ทนทาน และยืดหยุ่น อีกทั้งมีคุณสมบัติในการระบายความชื้นได้ดี โครงสร้างเส้นใยที่มีรูพรุนช่วยให้สวมใส่สบายในสภาพอากาศร้อน และช่วยให้ความอบอุ่นในฤดูหนาว รวมถึงมีคุณสมบัติที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันเชื้อราและรังสียูวี

.

แต่กว่าจะกลายเป็นเส้นด้ายสำหรับทอผ้า ต้นกัญชงต้องผ่านขั้นตอนอย่างละเอียด เริ่มจาก ตัดลำต้นและตากแดดประมาณ 1 สัปดาห์ จากนั้นลอกเปลือกออก นำเส้นใยมาตำในครกเพื่อให้เกิดความนุ่มและเหนียว ก่อนนำเส้นใยแต่ละเส้นมาต่อกันเป็นเส้นยาว ซึ่งอาจต่อได้ถึง 1,000–1,500 เมตร แล้วนำไปต้มกับน้ำผสมขี้เถ้าเพื่อฟอก ก่อนย้อมด้วยสีธรรมชาติและเตรียมเข้าสู่กระบวนการทอ

.

จากต้นกัญชงที่เติบโตอยู่บนผืนดิน จึงค่อย ๆ กลายเป็นเส้นใย ผืนผ้า และเครื่องนุ่งห่ม แต่สำหรับชาวม้งแล้ว คุณค่าของมันอาจไม่ได้อยู่เพียงความงามหรือประโยชน์ใช้สอย หากยังเป็น “เส้นใยแห่งความทรงจำ” ที่เชื่อมโยงผู้คนกับบรรพบุรุษ และถ่ายทอดอัตลักษณ์ของชุมชนจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง

เรียบเรียงโดย เพจสุดโปรด by Bangkok Bank