สีคีรียะ: พระราชวังบัลลังก์เลือด เมืองคนบาปแห่งศรีลังกา.ถ้าพูดถึง ศรีลังกา คนเราก็อาจจะนึกถึงอีกหนึ่งประเทศที่ยังคงวัฒนธรรมพุทธเอาไว้อย่างเหนียวแน่น บางคนก็อาจจะนึกไปถึงโบราณคดีและประวัติศาสตร์ บางคนก็อาจจะไปนึกถึงพลายศักดิ์สุรินทร์ ศรีลังกาก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งดินแดนประวัติศาสตร์ไม่แพ้อินเดียเลยทีเดียว แต่ด้วยความที่เป็นเกาะเล็ก ๆ ทำให้เรื่องราวภายในนั้นเข้มข้นมากเลยทีเดียว.ศรีลังกาเป็นบ้านของสถานที่เที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และโบราณคดีมากมายไม่ว่าจะเป็นวัดต่าง ๆ ซึ่งอย่างเจดีย์ของศรีลังกานี้ก็ส่งอิทธิพลอย่างมากให้กับเจดีย์ในภูมิภาคอุษาคเนย์ โดยหนึ่งในที่เที่ยงเชิงประวัติศาสตร์ของศรีลังกาที่มีความน่าสนใจและน่าอัศจรรย์ก็ต้องยกให้กับ “สีคีรียะ” ภูเขาราชสีห์ บัลลังก์เลือดของพระเจ้ากัสสปะที่ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลก.สีคีรียะ พระราชวังอันโอ่อ่าบนภูเขาใจกลางเกาะลังกาทวีปนี้ถูกวางแผนที่จะสร้างมาตั้งแต่รัชสมัยของพระเจ้าธาตุเสน โดยมีกุศลโลบายว่าพระราชวังบนเขาเป็นสัญลักษณ์ของการปกครองทั้งบนฟ้าและบนบก แต่แล้วก็ถูกยึดครองอำนาจโดยพระเจ้ากัสสปะผู้เป็นโอรสที่เกิดจากพระมเหสีฝ่ายซ้าย ซึ่งทำการขังพระเจ้าธาตุเสนไว้ในถ้ำแล้วโบกปูนทับจนถึงแก่ความตาย จากนั้นพระเจ้ากัสสปะจึงย้ายราชธานีจากอนุราธปุระมายังสีคีรียะพรอมกับสร้างพระราชวังบนเขาขึ้นมา แต่แล้วเมื่อโอรสที่เป็นทายาทโดยชอบธรรมของพระเจ้าธาตุเสนยกทัพมาชิงบัลลังก์คืน เมื่อพระเจ้ากัสสปะจนมุมจึงได้ชิงปลิดชีพตัวเองไปเสียก่อน ทำให้บัลลังก์ของสีคีรียะเป็นบัลลังก์ที่เต็มไปด้วยการนองเลือดและการแย่งชิงบัลลังก์กัน.สีคีรียะถูกทิ้งไว้ในป่าเป็นเวลานาน จนกระทั่งการมาของเจ้าอาณานิคมอังกฤษ ได้เข้ามาค้นพบพระราชวังสีคีรียะอีกครั้งหนึ่ง โดยได้สำรวจจิตรกรรมนางอัปสรอันแสนเลื่องชื่อ และบริเวณเท้าสิงห์ขนาดยักษ์ที่อยู่เชิงเขาซึ่งแสดงให้เห็นว่าครั้งหนึ่งเคยมีรูปปั้นราชสีห์ขนาดยักษ์ตั้งอยู่ที่เชิงเขานั้น การค้นพบสีรียะได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือและได้รับความสนใจทางด้านโบราณคดีเป็นอย่างมาก จึงมีการสำรวจเพิ่มเติมและจัดให้เป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวของชาวต่างชาติที่ไม่เคยพบเห็นของแปลกซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นและเปี่ยมไปด้วยประวัติศาสตร์อันนองเลือดของราชวงศ์ศรีลังกาในอดีต.

พิกัดที่ตั้ง: https://goo.gl/maps/8AqktWSsDmNVrwNi9
อ้างอิง:
https://www.museumsiam.org/km-detail.php?CID=177&CONID=4465
เชษฐ์ ติงสัญชลี, ประวัติศาสตร์ศิลปะอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, นนทบุรี:Museum press, 2560

