กลิ่นหอมชาววัง ที่ยังหายใจอยู่ในวิถีไทย
.
ลองหลับตาแล้วนึกถึงกลิ่นหอมบางเบาที่ลอยมากับสายลม…กลิ่นที่ไม่ฉุน ไม่แรง แต่ค่อย ๆ แทรกซึมจนรู้สึกสงบอย่างบอกไม่ถูก
.

นี่คือเสน่ห์ของ “บุหงารำไป” เครื่องหอมไทยที่ไม่ได้มีดีแค่ความหอม แต่ยังซ่อนเรื่องราวของกาลเวลาเอาไว้ในทุกกลีบดอก
.
ย้อนกลับไปในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย บุหงารำไปถือเป็นของหอมชั้นสูงในราชสำนัก กลิ่นของมันเคยอบอวลอยู่ในเครื่องแต่งกายของหญิงสาวชาววัง และถูกกล่าวถึงในวรรณคดีอย่างกาพย์เห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ ราวกับเป็น “กลิ่นแห่งความงาม” ที่ล่องลอยอยู่ในประวัติศาสตร์ไทย
.
ชื่อ “บุหงารำไป” เองก็มีความหมายงดงาม คำว่า “บุหงา” แปลว่า “ดอกไม้” ส่วน “รำไป” หมายถึง “หลากหลาย” เมื่อรวมกันจึงหมายถึง “ดอกไม้นานาชนิด” ที่ถูกรังสรรค์รวมกันอย่างงดงาม
.
ความพิเศษของบุหงารำไปอยู่ที่ “กรรมวิธีการปรุง” ที่ละเอียดอ่อนแทบทุกขั้นตอน เริ่มจากการคัดเลือกดอกไม้หอมอย่างมะลิ พิกุล กระดังงา กุหลาบมอญ จำปา จำปี แล้วนำมาเด็ดกลีบอย่างเบามือ ก่อนตากแดดจนแห้งสนิท จากนั้นจึง “อบร่ำควันเทียน” ซ้ำหลายรอบ เพื่อให้กลิ่นหอมซึมลึกเข้าไปในเนื้อดอกไม้
.
ยังไม่จบเพียงเท่านั้น…ต้องพรมด้วย “น้ำปรุง” สูตรไทยที่สกัดจากพืชพรรณธรรมชาติ เติมกลิ่นหอมละมุน และโรยพิมเสนเพื่อเพิ่มความสดชื่น ก่อนจะบรรจุลงในผ้าลูกไม้หรือภาชนะสวยงาม กลายเป็นเครื่องหอมที่ทั้งหอมและงดงามในเวลาเดียวกัน
.
ในอดีต แต่ละวังจะมี “สูตรลับเฉพาะ” ของตัวเอง ทำให้บุหงารำไปแต่ละแห่งมีกลิ่นเอกลักษณ์ไม่เหมือนกันและนั่นเองที่ทำให้ศาสตร์การปรุงเครื่องหอมแบบชาววังกลายเป็นศิลปะชั้นสูงที่ยังคงเสน่ห์มาจนถึงทุกวันนี้
.
นอกจากใช้ในงานพิธี บุหงารำไปยังอยู่ในชีวิตประจำวันของคนไทย เช่น ใส่ในหีบผ้าเพื่อให้เสื้อผ้ามีกลิ่นหอม ใช้เป็นส่วนผสมในน้ำอบ น้ำปรุง หรือแป้งร่ำและยังเชื่อกันว่ากลิ่นหอมของบุหงาช่วย “เยียวยาจิตใจ” ให้รู้สึกสงบ ผ่อนคลายได้อย่างเป็นธรรมชาติ
.

แม้ปัจจุบันจะมีการปรับให้เข้ากับยุคสมัย เช่น การแต่งสีดอกไม้ให้สดขึ้น หรือเติมน้ำมันหอมระเหย แต่บุหงารำไปแบบดั้งเดิมก็ยังคงเสน่ห์เฉพาะตัว ด้วยสีที่ซีดลงตามกาลเวลา แต่ “กลิ่นหอมกลับยิ่งลึกขึ้น”

#สุดโปรด#Bangkokbank#BBL#ธนาคารกรุงเทพ#บุหงารำไป#เครื่องหอมไทย#วัฒนธรรมไทย#ภูมิปัญญาไทย#กลิ่นไทย#งานหัตถศิลป์#ของชำร่วย