พลวัติจีนในไทยจากผู้อพยพสู่ประชากรที่มีรากฐานอันมั่นคง

เข้าสู่ช่วงเทศกาลตรุษจีนแล้ว ประเทศไทยเรานับว่าเป็นอีกหนึ่งประเทศที่คึกคักกับเทศกาลตรุษจีนไม่แพ้ที่ใด ประการหนึ่งก็เนื่องมาจากจำนวนประชากรของชาวไทยเชื้อสายจีนที่มีอยู่มากมาย ซึ่งคนจีนที่เดินทางมายังประเทศไทยนั้น เรามีหลักฐานมาอย่างยาวนาน โดยแรกเริ่มในฐานะของพ่อค้า ก่อนที่จะนำมาสู่การตั้งถิ่นฐานในดินแดนไทยปัจจุบัน

จีนนับว่าเป็นประเทศที่กว้างใหญ่ และมีอาณาเขตกว้างขวางอันประกอบด้วยประชากรหลากหลายภูมิภาค ซึ่งภาษาก็มีความแตกต่างกันไป หน้าตาก็ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทั้งหมด อย่างไรก็ดี ด้วยพื้นที่กว้างใหญ่และประชากรมหาศาล ประชากรจำนวนมากกลับกระจุกกันในเมืองใหญ่ อันเป็นเมืองการค้า การปกครอง และเศรษฐกิจ ทว่าเมื่อบ้านเมืองผลัดแผ่นดินหรือเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ขึ้น ประชากรจำนวนไม่น้อยก็เลือกที่จะอพยพย้ายถิ่นฐานออกไปยังพื้นที่อื่น ๆ เช่นกัน โดยมีจุดหมายปลายทางหลายแห่ง หนึ่งในนั้นคือดินแดนไทยในปัจจุบัน

⭐

 แรกมีไทยในทัศนะของจีน

แน่นอนว่าจีนนั้นมีอายุเก่าแก่กว่ารัฐไทยหลายเท่า แต่ด้วยวัฒนธรรมการค้า จึงเกิดการเดินเรือเพื่อสำรวจรัฐต่าง ๆ อันจะนำมาสู่การค้าขายกับจีน เมืองท่าริมทะเลต่าง ๆ ล้วนมีบทบาทในการค้าขายกับคู่ค้าสำคัญ เช่น อินเดีย ซึ่งมีการค้าทางทะเลมายังจีน ความเจริญดังกล่าวนำมาสู่การตั้งเมือง และเกิดเป็นชุมชนเมืองท่าขนาดใหญ่ ซึ่งผู้คนในเมืองท่าเหล่านี้เองที่จะเดินทางอพยพในเวลาต่อมา

เมืองท่าทางใต้ของจีนที่มีความสำคัญ เช่น กวางโจว ซึ่งมีเส้นทางการค้ากระจายออกไปมากถึง 6 สาย ตั้งแต่เปอร์เซีย เมโสโปเตเมีย อ่าวเอเดน เกาะสิงหล คาบสมุทรมลายู และชวา ซึ่งล้วนเป็นเมืองการค้าสำคัญมาตั้งแต่โบราณ การมาถึงคาบสมุทรมลายูนี่เองที่พาให้พ่อค้าชาวจีนขึ้นมาถึงอ่าวไทย

ย้อนกลับไปสมัยสุโขทัย พบหลักฐานการติดต่อกับจีนทั้งจากเอกสารไทยและจีน มีการค้าขายเครื่องสังคโลกจากสุโขทัยส่งไปยังจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ราชวงศ์หมิง ซึ่งการค้าและการติดต่อกันนั้นส่งผลต่อพัฒนาการทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของสุโขทัย การติดต่อดังกล่าวนำมาสู่การส่งทูตเพื่อเจริญสัมพันธไมตรี ตั้งแต่สมัยราชวงศ์หยวน ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่รัฐสุโขทัยเพิ่งก่อตั้งขึ้น ดังที่ปรากฏในพงศาวดารฝ่ายมองโกลว่า
“ปีที่ 19 ในรัชกาลจื้อหยวน เดือนหก วันจีไฮ่ (ราวพุทธศักราช 1825) มีรับสั่งให้ ‘เหอจื่อจื้อ’ ซึ่งเป็นนายพล เป็นทูตไปยัง ‘เสียน’ แต่คณะทูตเดินทางมาไม่ถึง เพราะถูกฝ่ายจามปาจับตัวไว้และประหารชีวิตทั้งคณะ”

แม้การเจริญสัมพันธไมตรีครั้งแรกไม่สำเร็จ แต่ในเวลาต่อมาก็ยังมีการส่งทูตจากฝ่ายไทยไปยังจีน เกิดการส่งทูตไปมาเพื่อเจริญสัมพันธไมตรี ตลอดจนรัฐสุโขทัยเองก็ยังมีการส่งบรรณาการหรือ “จิ้มก้อง” เพื่อเป็นการยอมรับอำนาจการค้าในทางหนึ่ง

เมื่อเวลาผ่านไป สุโขทัยเริ่มเสื่อมอำนาจหลังการผงาดของอยุธยา ในขณะเดียวกันจีนก็เข้าสู่ราชวงศ์หมิง อยุธยาเองก็มีการทูต ส่งบรรณาการ และทำการค้ากับจีนอย่างต่อเนื่อง ความผูกพันของรัฐไทยกับจีนจึงแน่นแฟ้นมาตั้งแต่อดีต และความสัมพันธ์นี้เองทำให้ดินแดนของชาวไทยเป็นสถานที่น่าไว้วางใจ นำมาสู่การอพยพของชาวจีน

⭐

 พลวัติแห่งการพลัดถิ่น

การอพยพของชาวจีนมีที่มาจากแรงกดดันหลายประการ ถึงแม้จีนจะกว้างใหญ่ แต่ภูมิประเทศไม่เหมาะแก่การตั้งถิ่นฐานในทุกพื้นที่ นำไปสู่การกระจุกตัวในเมืองใหญ่ เมื่อเมืองแออัด การอพยพจึงเป็นทางเลือกสำคัญ โดยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ “หนานหยาง” เป็นหนึ่งในจุดหมายยอดนิยม

การไหลออกของประชากรทำให้ราชสำนักจีนกังวล และนำมาสู่การออกกฎหมายห้ามการค้ากับหนานหยาง ทำให้การอพยพหยุดชะงักไปช่วงหนึ่ง ผู้ที่มาแล้วก็พยายามกลมกลืนกับสังคมท้องถิ่นเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาจากการควบคุมของจีนที่มีต่อชาวจีนโพ้นทะเล ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้แก่รัฐ

การอพยพเข้าสู่สยามเกิดขึ้นหลายระลอก ได้แก่
– ระลอกที่ 1 ชาวจีนที่เข้ามายังสุพรรณภูมิก่อนสมัยอยุธยา ตั้งถิ่นฐานอยู่ทางภาคใต้เป็นหลัก
– ระลอกที่ 2 เข้ามาในกรุงศรีอยุธยาหลังยุคต้นราชวงศ์หมิง เป็นพ่อค้า ซึ่งอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เรียกว่า “จีนเก่า”
– ระลอกที่ 3 ในสมัยพระเจ้าตากสิน ซึ่งทรงมีเชื้อสายจีน จึงเปิดรับชาวจีน โดยเฉพาะชาวแต้จิ๋ว
– ระลอกที่ 4 ในสมัยรัชกาลที่ 5
– ระลอกที่ 5 ในช่วงรัชกาลที่ 6 จนถึงก่อนยุคกึ่งพุทธกาล ชาวจีนกลุ่มนี้เรียกว่า “จีนใหม่” เป็นผู้ที่มีบทบาททางเศรษฐกิจไทยในเวลาต่อมา

จีนใหม่ถูกดูถูกค่อนข้างมาก เพราะเป็นผู้มาใหม่ และยังไม่กลมกลืนกับสังคมไทยเหมือนจีนเก่า

⭐

 จีนในไทย : จากแรงฮึดของคนต่างถิ่น สู่ประชากรที่ยืนอยู่บนฐานอันมั่นคง

ในขณะที่จีนเก่าถูกหลอมกลายเป็นไทยไปแล้ว จีนใหม่จึงถูกมองว่าเป็นภัยคุกคาม โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ดังปรากฏผ่านเศรษฐีใหม่หลายรายในปัจจุบันซึ่งเป็นลูกหลานจีนใหม่ พวกเขาเผชิญความลำบากในการตั้งตัว แต่ด้วยความมานะและความรู้จักทำมาหากิน จึงกลายเป็นชนชั้นที่มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจ

การกลืนชาวจีนในไทยส่วนใหญ่เป็นการกลืนในทาง “นิตินัย” เช่นในยุคจอมพล ป.พิบูลสงคราม ที่มุ่งทำให้ทุกเชื้อสายกลายเป็นไทย ไม่ว่าจะลาว จีน หรือมอญ อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นไทยในนาม แต่พฤติกรรมและวัฒนธรรมของพวกเขายังคงเป็นจีนอยู่ เช่น การไหว้เจ้า และวันตรุษจีน ตลอดจนค่านิยมแบบจีนซึ่งปลูกฝังเป็นเหมือนปรัชญาชีวิตของลูกจีนในไทย

ทุกวันนี้ ทั้งจีนเก่าและจีนใหม่ในไทยได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย หลายคนกลายเป็นผู้มั่งคั่งตามวิถีพ่อค้าวานิช ขณะเดียวกัน เรื่องราวเหล่านี้ก็สะท้อนความเพียรพยายามของผู้อพยพที่สามารถสร้างฐานะ และมีที่ยืนมั่นคงในดินแดนนี้ได้ในที่สุด…

#สุดโปรด#ประวัติศาสตร์#ไทย#จีน#ตรุษจีน#BBL#BangkokBank#ธนาคารกรุงเทพ