“หอยเบี้ยจั่น” เครื่องประดับข้อพระกร จากกรุวัดราชบูรณะ

เมื่อพูดถึงเครื่องประดับจากสมัยอยุธยา หลายคนอาจนึกถึงทองคำ อัญมณี หรือเครื่องประดับชั้นสูง แต่มีของชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะวัสดุที่นำมาประดับกลับเป็นเพียง “หอย” ที่ครั้งหนึ่งเคยมีบทบาทสำคัญทั้งในเรื่องความเชื่อและการดำรงชีวิตของผู้คน

.

สิ่งนั้นคือ “หอยเบี้ยจั่น” เครื่องประดับข้อพระกร หรือเครื่องประดับสำหรับสวมบริเวณข้อมือชิ้นนี้ เป็น ศิลปะอยุธยา ราวพุทธศตวรรษที่ 20 พบจาก กรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ และถูกนำออกจากกรุเมื่อปี พ.ศ. 2500 ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา

.

ลักษณะสำคัญคือ หอยเบี้ยจั่นพร้อมตลับ และสายสร้อยข้อมือทองคำ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า สิ่งของจากธรรมชาติอย่างหอยเบี้ยสามารถถูกนำมาผสมผสานกับงานช่างทอง จนกลายเป็นเครื่องประดับที่มีทั้งความงามและความหมาย

.

แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าความงาม คือ “ความเชื่อ” ที่อยู่เบื้องหลังหอยเบี้ยจั่น จากลักษณะที่หอยมี ตลับปิดมิดชิด จึงมีข้อสันนิษฐานว่า หอยเบี้ยจั่นชิ้นนี้อาจถูกนำมาใช้เป็น เครื่องรางของขลัง สะท้อนความเชื่อของผู้คนในอดีตที่มองว่าวัตถุธรรมชาติบางชนิดสามารถเป็นตัวแทนหรือสื่อกลางของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้

.

ความเชื่อเกี่ยวกับหอยเบี้ยยังปรากฏใน ศาสนาฮินดู โดยมีการใช้หอยเบี้ยจั่นเป็นตัวแทนของ พระลักษมี เทวีแห่งโชคลาภและความมั่งคั่ง ด้วยเหตุนี้ การบูชาด้วยเบี้ยจั่นจึงเชื่อมโยงกับความหมายเรื่อง ความมั่งคั่ง ความเจริญรุ่งเรือง และโชคลาภ

.

แต่หอยเบี้ยไม่ได้มีความสำคัญเพียงในเรื่องความเชื่อเท่านั้น ในอดีต “เบี้ย” ยังเคยถูกใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนซื้อขาย ทำหน้าที่คล้ายเงินปลีกในชีวิตประจำวันของผู้คน หลักฐานหนึ่งปรากฏใน จารึกวัดป่ามะม่วง (ภาษาไทย) หลักที่ 1 พ.ศ. 1904 ซึ่งกล่าวถึงการบำเพ็ญทานฉลองพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ของ พระมหาธรรมราชาที่ 1 ในข้อความมีการกล่าวถึงสิ่งของที่นำมาถวายจำนวนมาก ทั้งทอง เงิน หมาก ผ้าจีวร บาตร รวมถึง “เบี้ยสิบล้าน” เพียงตัวเลขนี้ก็สะท้อนให้เห็นว่า เบี้ยมีบทบาทในระบบเศรษฐกิจและการทำบุญของสังคมไทยโบราณอย่างชัดเจน

.

จึงน่าสนใจว่า “หอยเบี้ยจั่น” ชิ้นเล็ก ๆ ที่อยู่ในเครื่องประดับข้อพระกรจากกรุวัดราชบูรณะ กลับสามารถพาเราไปเห็นโลกของผู้คนในอดีตได้หลายมิติ

เรียบเรียงโดย เพจสุดโปรด by Bangkok Bank