วันเสาร์ที่สองของเดือนมกราคมของทุกปี คือวันที่เด็กทั้งประเทศรอคอย “วันเด็กแห่งชาติ!” และถ้าเลื่อนโซเชียลช่วง 2–3 ปีมานี้ เชื่อว่าหลายคนคงหนีไม่พ้นเพลงที่ดังสนั่นสนามเด็กเล่นอย่าง “ทรงอย่างแบด (Bad Boy)” ของวง Paper Planes เพลงที่ทำให้ทั้งน้องอนุบาลไปจนถึงประถมพร้อมใจกันร้อง เต้น และโชว์พลังความมั่นใจกันสุด ๆ
.
แต่ถ้าย้อนกลับไปยุค 90 หรือก่อนหน้านั้น เพลงที่แทบทุกโรงเรียนต้องเปิดให้ร้องคือ “หน้าที่เด็ก”
ท่อนจำขึ้นใจ “เด็กเอ๋ย เด็กดี ต้องมีหน้าที่ 10 อย่างด้วยกัน” กลายเป็นเหมือนเพลงประจำวันเด็ก และเป็นบทเรียนเรื่องความรับผิดชอบที่แอบสอดแทรกไว้แบบเนียน ๆ
.
เพลงนี้มีที่มาไม่ธรรมดา เขียนคำร้องโดย ชอุ่ม ปัญจพรรค์ นักเขียนนวนิยายชื่อดังของไทย ย้อนไปปี พ.ศ. 2498 เมื่อสหประชาชาติประกาศปฏิญญาสากลว่าด้วยหน้าที่ของเด็ก และเชิญชวนประเทศต่าง ๆ ให้จัด “วันเด็ก” เพื่อให้ทุกคนเห็นความสำคัญของเด็ก และปลูกฝังให้เด็กตระหนักถึงบทบาทของตัวเองในสังคม
.
ในเวลานั้น รัฐบาลไทยซึ่งมี จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี จึงตั้งคณะกรรมการจัดงานวันเด็กขึ้น เพื่อทำให้เด็กทั่วประเทศ ทั้งในระบบและนอกระบบ ได้รู้จัก “สิทธิ หน้าที่ ความรับผิดชอบ และระเบียบวินัย” รวมถึงปลูกฝังให้ยึดมั่นในชาติและศาสนา
.
ครูชอุ่ม ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการของกระทรวงศึกษาธิการ นำแนวคิดเหล่านั้นมาแต่งเป็นกลอนให้จำง่าย และชวน ครูเอื้อ สุนทรสนาน (สุนทราภรณ์) แต่งทำนอง จนกลายเป็นเพลงที่ถูกเปิดครั้งแรกทางสถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ และกลายเป็นเพลงคู่วันเด็กมานานหลายสิบปี
.
ปัจจุบัน ถ้าถามว่า “เพลงวันเด็ก” คือเพลงอะไร อาจตอบไม่ได้ชัด เพราะเด็กยุคนี้มีโลกของตัวเอง มีจินตนาการที่กว้างขึ้น เพลงที่รักก็หลากหลายขึ้น ไม่จำกัดแค่เพลงเดียวอีกต่อไป นั่นแหละ คือเสน่ห์ของวันเด็ก มันไม่ใช่แค่เรื่องเพลง หรือของเล่น แต่คือพื้นที่ที่ทำให้เด็ก ๆ ได้ ลอง คิด เล่น ฝัน และรู้สึกว่าตัวเองสำคัญจริง ๆ
.
วันเด็กปีนี้…ถ้าในบ้านมีเด็ก ๆ อยู่ อย่าลืมพาเขาออกไปเปิดโลก ไปสนุก ไปเรียนรู้ เพราะความทรงจำเล็ก ๆ วันนี้ อาจกลายเป็นแรงบันดาลใจใหญ่ ๆ ในอนาคตของเขาได้เลย
